แนะนำ USB OTG

อาจจะช้าสักนิดกับคำว่า USB OTG (On-The-Go) แต่ก็ยังไม่สายที่จะทำความรู้จัก ว่ามันคืออะไร พอดีเข้าไปอ่านข่าว IT ตามบล็อกต่างๆ ที่มีอยู่ทั่วไปบนอินเตอร์เน็ต ก็ไปเจอกับคำนี้ สงสัยว่ามันแตกต่างจาก micro USB, mini USB, USB สีเหลือง (ชาร์ตไฟ), USB สีน้ำเงิน (3.0), และ USB สีดำ (2.0) ยังไง ก็พยายามไปหาคำตอบมาจนได้ ไม่งั้นนอนไม่หลับ ไปเจอคำตอบที่ชัดเจนมากที่บล็อก Sleeping for less สรุปว่ามันก็คือสาย USB สำหรับ แอนดรอยด์ ที่ด้านหนึ่งเป็น Micro USB ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็น USB ตัวเมีย แค่เห็นรูปก็โอเคแล้ว แต่นี่มีวิดีโอด้วย สุดยอดครับ ต้องขอบคุณเจ้าของบล็อกจริงๆ ครับ ที่ทำให้คืนนี้นอนหลับล่ะ

USB OTG

การแสดงข้อมูลตารางในหลายมิติด้วย Pivot Table

ตารางข้อมูลมาตรฐานที่เราคุ้นเคยกันดีจะประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ แถว (Row) และ คอลัมน์ (Column) หากมองในเรื่องการนำเสนอข้อมูลก็ไม่มีอะไรยุ่งยากซับซ้อน จนยากที่จะทำความเข้าใจ แบบว่าเห็นตารางแล้วเข้าใจทันที่ว่าคืออะไร เช่น ตารางข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดิน จะประกอบไปด้วย 6 คอลัมน์ มีจำนวน 1,086 แถว

Excel

เราจะเห็นว่าใน แถวที่ 3 ต.ทุ่งพระ มีพื้นที่นาข้าว ประมาณ 82 ไร่

และในแถวที่ 11 ต.ทุ่งพระ มีพื้นที่ปลูกไม้สัก ประมาณ 18 ไร่

แต่จริงๆ แล้ว มีข้อมูลในหลายแถวในคอลัมน์ที่มีข้อมูลซ้ำซ้อนกัน เช่น

แถวที่ 2, 11, … ต.ทุ่งพระ มีพื้นที่ปลูกอ้อย ประมาณ ? ไร่

แถวที่ 4, 7, 8, 10, … ต.ทุ่งพระ มีพื้นที่ปลูกไม้ผลผสม ประมาณ ? ไร่

ซึ่งถ้าเราต้องการที่จะดูว่าในแต่ละประเภทของการใช้ประโยชน์ที่ดิน มีกี่ประเภท รวมเป็นพื้นที่เท่าไร และอยู่ในขอบเขตตำบล อำเภอ และจังหวัดอะไรบ้าง การจะมานั่งนับและคำนวณทีละแถวก็คงไม่ใช่วิธีการที่ดีมากนัก ดังนั้น Pivot Table จะสามารถช่วยเราได้ โดย Pivot Table เป็นฟังก์ชั่นการทำงานหนึ่งในโปรแกรม Microsoft Office : Excel ซึ่งมีวิธีการใช้งานที่ง่าย

 

วิธีการใช้งานมีดังนี้

1. เปิดตารางข้อมูลใน Excel

2. ไปที่ Pivot Table

Insert Pivot Table

3. เลือกการแสดงผลลัพธ์จากการวิเคราะห์ข้อมูลใน Sheet ใหม่ หรือ Sheet เดิม ในที่นี้เลือกแสดงใน Sheet ใหม่

Select Data

4. องค์ประกอบของ Pivot Table

Pivot Table Page

5. เลือกคอลัมน์ที่ต้องการ โดยนำมาใส่ใน ป้ายชื่อแถว, ป้ายชื่อคอลัมน์, ค่า

Select Result

6. สามารถเลือกการแสดงค่าสถิติข้อมูล

Setting

7. สลับและเพิ่มคอลัมน์

Result 1

Result 2

การจัดทำแผนที่จำนวนมากแบบอัตโนมัติบนโปรแกรม ArcMap 2010

ปกติแล้วการจัดทำแผนที่จะทำได้ทีละ 1 แผ่น ซึ่งจะมีองค์ประกอบทุกอย่างสมบูรณ์ครบถ้วนตามที่ผู้จัดทำต้องการ ในที่นี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือส่วนข้อมูลและส่วนองค์ประกอบแผนที่ ในส่วนของข้อมูลจะเป็นชั้นข้อมูลต่างๆ ที่ต้องการนำเสนอในแผนที่ เช่น ชั้นข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม ชั้นข้อมูลถนน ทางน้ำ ตำแหน่งสถานที่สำคัญ เส้นชั้นความสูง เป็นต้น ซึ่งจะต้องมีการกำหนดขนาด สี ตำแหน่ง และรูปแบบของข้อมูลและตัวหนังสือ ที่สื่อความหมายและมีความสวยงาม อีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนขององค์ประกอบแผนที่ ซึ่งเป็นส่วนที่จะทำให้รู้ว่าแผนที่นี้ มีชื่อว่าอะไร หน่วยงานไหนเป็นผู้จัดทำ มีระบบพิกัดแบบไหน มีมาตราส่วนเท่าไร มีเส้นโครงแผนที่อะไร พื้นหลักฐานอ้างอิงอะไร ทิศเหนือหันไปทิศทางไหน และพื้นที่นำเสนอในแผนที่อยู่ตรงบริเวณไหนของตำบล อำเภอ จังหวัด หรือประเทศ ซึ่งการทำแผนที่ที่มีทั้ง 2 ส่วนนี้แล้ว จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าใจและนำแผนที่ไปใช้ประโยชน์ได้ง่าย

อย่างที่ได้เกริ่นไว้แต่แรก สุดท้ายแล้วแผนที่ที่ทำขึ้นมาก็จะได้ 1 แผ่น บางคนอาจจะถนัดที่จะสร้างต้นแบบแผนที่ หรือ Template เพื่อนำมาใช้งานในภายหลัง แต่ข้อมูลหลายอย่างในแผนที่ที่มีการเปลี่ยนแปลงก็จะต้องทำการแก้ไขและบันทึกไฟล์ เพื่อส่งออกเป็นไฟล์ภาพทุกครั้ง ถ้าหากว่าการจะได้แผนที่แผ่นใหม่ จะต้องทำการแก้ไขข้อมูลจากแผนที่แผ่นเดิม จำนวน 6 ที่ ได้แก่ เปลี่ยนชื่อแผนที่ เลื่อนข้อมูลในแผนที่ให้เป็นพื้นที่ใหม่ เปลี่ยนมาตราส่วน เปลี่ยนการแสดงผลภาพรวมแผนที่ เปลี่ยนตัวเลขจำนวนนับแผ่นแผนที่ และทำการบันทึกแผนที่ ซึ่งเป็นการทำงานที่ซ้ำๆ กัน กว่าจะได้แผนที่แต่ละแผ่นก็ต้องใช้เวลาและสมาธิในการจัดทำ ถ้าแผนที่ที่ต้องการจัดทำมีจำนวนไม่มาก คือ 5 – 10 แผ่น ก็ไม่ใช่ปัญหาสามารถทำแบบนี้ได้เลย แต่ถ้าจำนวนแผนที่เป็น 500 – 1,000 แผ่น เราจะต้องเสียเวลามานั่งทำแบบนี้หรือไม่

ในโปรแกรม ArcMap 2010 มีคำสั่งในการจัดทำแผนที่แบบอัตโนมัติที่เรียกว่า Data Driven Pages

เปิด Toolbar ใช้งาน

Data Driven Page

กำหนดค่าการใช้งาน

Setup Data and Pages

กำหนดค่าข้อมูลที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงอัตโนมัติ

Dynamic Type

กำหนดกรอบแผนที่ให้เชื่อมโยงกับภาพรวมแผนที่อัตโนมัติ

Extent Indicators

ส่งออกแผนที่เป็น GeoPDF

Export to GeoPDF

เปิด GeoPDF ใน Acrobat Reader

GeoPDF

เปิดเอกสาร

การแก้ไขปัญหาฟอนต์ภาษาไทยใน QGIS 1.8

โปรแกรมฟรีทางด้าน GIS ที่ได้รับความนิยม โปรแกรมหนึ่งคือ Quantum GIS หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า QGIS ซึ่งมีการพัฒนาความสามารถและฟังก์ชั่นการใช้งานที่มีความหลากหลายและมีความต่อเนื่องอยู่เสมอๆ ปัจจุบันก็เป็นเวอร์ชั่น 1.8 แต่ก็มีปัญหาเรื่องการอ่านฟอนต์ภาษาไทย ซึ่งในเวอร์ชั่น 1.7 ไม่มีปัญหาใน Window Xp และสามารถแก้ไขได้โดยการก๊อปปี้ฟอนต์ใน Window XP ไปแทนที่ฟอนต์ใน Window 7 แต่เวอร์ชั่นนี้ปัญหามีมากไปกว่านั้น คือ ในชุดนามสกุลของ Shapefile จำเป็นจะต้องมีไฟล์ *.CPG ซึ่งจะเก็บค่าการ Encoding ให้โปรแกรมสามารถอ่านภาษาไทยได้ โดยในไฟล์ *.CPG นี้จะต้องมีข้อความนี้ OEM 874

CPG File

Encoding

Result

วิธีการแก้ไขนี้อ้างอิงจาก
http://nu-gis.blogspot.com/2012/09/2-encoding-quantum-gis-180-cpg.html

*** สำหรับในการสร้าง Shapefile ใหม่ จำเป็นจะต้องตั้งชื่อและบันทึก Shapefile เก็บไว้ก่อน และทำการสร้างไฟล์ *.CPG ถึงจะนำ Shapefile มาใช้นำเข้าข้อมูลต่างๆ ที่เป็นภาษาไทย มิเช่นนั้นเราจะไม่สามารถบันทึกข้อมูลต่างๆ ที่เป็นภาษาไทยได้

แนะนำ Quantum GIS Browser

ในโปรแกรม QGIS 1.8 นี้จะมีส่วนของโปรแกรมหลักอยู่ 2 ส่วน Quantum GIS Desktop และ Quantum GIS Browser โดย Quantum GIS Browser ถือว่าเป็นเวอร์ชั่นแรกที่พึ่งมีมาใน 1.8 ซึ่งยังมีความสามารถไม่มากนัก และถ้าเปรียบเทียบกับโปรแกรมทางฝั่ง ESRI แล้ว

Quantum GIS Desktop เท่ากับ ArcMap

Quantum GIS Browser เท่ากับ ArcCatalog (แต่ความสามารถยังแตกต่่างกันมาก)

Quantum GIS Browser จะทำหน้าที่ในการดูข้อมูลอย่างง่าย, จัดการ Map Service, สร้าง Shapefile, และกำหนดค่าพิกัดให้กับชั้นข้อมูล ซึ่งสามารถทำได้ทั้งข้อมูล Vector และ Raster

ภาพรวมโปรแกรม หน้าต่างทางด้านซ้ายแสดงไฟล์ประเภทต่างๆ ที่สามารถเรียกดูได้ง่ายทั้ง Base File, Geodatabase, และ Map Service ส่วนหน้าต่างทางด้านขวาแสดงรายละเอียดต่างๆ ของชุดไฟล์คล้ายกับการแสดงบน Window Explorer

QGIS Browser

Metadata ของ Shapefile

Metadata

ตัวอย่างข้อมูล Shapefile

Preview

ตารางข้อมูล Shapefile

Attribute Data

Metadata ของข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม

Metadata

ตัวอย่างของข้อมูลภาพถ่ายจากดาวเทียม

Preview

*** สำหรับการ move, cut, copy, และ rename ข้อมูลต่างๆ ยังไม่สามารถทำได้